ISO 9001:2015 มาตรฐานบริหารคุณภาพที่ทุกองค์กรต้องมี

ISO 9001:2015 คือ มาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ (Quality Management System: QMS) ที่กำหนดแนวทางให้ทุกองค์กรทำงานอย่างเป็นระบบ มั่นคง ตรวจสอบได้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้า/บริการที่ มีคุณภาพ สม่ำเสมอ และตรงตามความคาดหวัง โดยที่มาตรฐานเวอร์ชันนี้ประกาศใช้เมื่อปี 2015 โดย International Organization for Standardization (ISO) และเป็นเวอร์ชันที่ทั่วโลกใช้กันในปัจจุบัน
[ez-toc]
เพราะในยุคที่ธุรกิจแข่งขันกันด้วย คุณภาพ ความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ลูกค้า มาตรฐาน ISO 9001:2015 จึงกลายเป็น “ใบเบิกทาง” ที่สำคัญสำหรับองค์กรไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่ โรงงาน หน่วยงานรัฐ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ หรือบริษัทให้บริการทุกประเภท เพราะ ISO 9001 ไม่ใช่แค่ “ใบรับรองคุณภาพ” แต่เป็น เครื่องมือปรับโครงสร้างธุรกิจให้ทำงานแบบระบบ ลดความผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ลูกค้ามั่นใจ อย่างยั่งยืน
ทำไม ISO 9001:2015 สำคัญมากในยุคนี้
ปัจจุบันธุรกิจต้องแข่งขันด้วย ความเร็ว ความแม่นยำ ความปลอดภัย ประสบการณ์ลูกค้า และ Data-driven decision ดังนั้น ISO 9001 จึงสำคัญมากเพราะมาตรฐานนี้ช่วยให้องค์กรพัฒนาได้ในหลายด้าน เช่น
-
- ทำงานอย่างเป็นระบบ ลดความผิดพลาด และลดต้นทุน ช่วยกำหนดขั้นตอนชัดเจน ทำงานซ้ำได้ และตรวจสอบได้
- รองรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, IoT, Automation ISO 9001:2015 ออกแบบบนหลักการ Risk-Based Thinking ทำให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ดี
- เพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส องค์กรที่ได้ ISO 9001 ถือว่ามีมาตรฐานสากล ลูกค้าและคู่ค้าจึงมั่นใจ
- ได้เปรียบในด้านการประมูลงาน / Partner กับบริษัทระดับโลก หลายอุตสาหกรรมบังคับต้องใช้ ISO โดยเฉพาะ เช่น ก่อสร้าง ผลิตสินค้า โรงงาน โลจิสติกส์ หรือบริการด้านเทคนิค เป็นต้น
- ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการให้เสถียร คุณภาพที่คงที่คือหัวใจของการทำธุรกิจยุคใหม่
หลักการสำคัญ 7 ข้อของ ISO 9001:2015
ISO 9001:2015 ถูกออกแบบตามหลักการบริหารคุณภาพ 7 ประการ ได้แก่
- การมุ่งเน้นลูกค้า (Customer Focus) ทุกขั้นตอนต้องตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจลูกค้า
- ความเป็นผู้นำ (Leadership) ผู้นำต้องกำหนดทิศทาง วัฒนธรรม และวิสัยทัศน์ชัดเจน
- การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Engagement) ทุกคนต้องเข้าใจหน้าที่และสนับสนุนคุณภาพ
- การใช้วิธีการเชิงกระบวนการ (Process Approach) แบ่งงานเป็นกระบวนการเชื่อมโยงชัดเจน
- การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Improvement) องค์กรต้องพัฒนาไม่หยุดนิ่
- การตัดสินใจบนข้อมูลจริง (Evidence-based Decision Making) การตัดสินใจต้องใช้ข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก
- การบริหารสัมพันธ์กับคู่ค้า (Relationship Management) ควรสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับซัพพลายเออร์และคู่ค้าหลัก
ISO 9001 เหมาะกับธุรกิจแบบใดบ้าง

อันที่จริงแล้ว ทุกองค์กรสามารถใช้ ISO 9001 ได้ เนื่องจากมาตรฐานนี้ออกแบบมาให้ยืดหยุ่น สามารถปรับให้เข้ากับธุรกิจทุกประเภท แต่ก็มีบางอุตสาหกรรมที่ควรให้ความสำคัญกับการทำ ISO 9001:2015 เช่น
- ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม (Manufacturing / Industrial) เช่น ธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วน, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องจักร/งานโลหะ, บรรจุภัณฑ์/พลาสติก, สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น
- ก่อสร้าง วิศวกรรม และงานโครงการ (Construction / Engineering / Project Delivery) เช่น งานผู้รับเหมาหลัก/ผู้รับเหมาช่วง, งานระบบ MEP, EPC, โครงสร้างพื้นฐาน, ผู้พัฒนาโครงการที่มีทีมก่อสร้างเอง
- โลจิสติกส์ ขนส่ง และซัพพลายเชน (Logistics / Transportation / Supply Chain) เช่น ธุรกิจ Freight forwarder, คลังสินค้า/กระจายสินค้า, 3PL/4PL, Cold chain, ขนส่งสินค้ามูลค่าสูง เป็นต้น
- การแพทย์และบริการสุขภาพ (Healthcare Operations) เช่น โรงพยาบาล คลินิก ศูนย์วินิจฉัย ห้องแล็บ และหน่วยบริการที่พึ่งพากระบวนการสูง เป็นต้น
- บริการวิชาชีพ/บริการรับจ้างที่ทำซ้ำได้และถูกตรวจประเมินบ่อย (Repeatable & Audit-Driven Services) เช่น งานบำรุงรักษา/Facilities Management, งานสอบเทียบ/ทดสอบ/ตรวจสอบ, BPO/Shared services
- เทคโนโลยี, SaaS และผู้ให้บริการ IT (เมื่อทำตลาด B2B/Enterprise) เช่น SaaS/ซอฟต์แวร์ที่ให้บริการลูกค้าองค์กรหรืออุตสาหกรรมกำกับ, System Integrator, Managed Services (MSP), แพลตฟอร์มข้อมูล/AI ที่มีภาระการส่งมอบ/บริการต่อเนื่อง เป็นต้น
- หน่วยงานรัฐ/รัฐวิสาหกิจที่เน้นการส่งมอบบริการ (Public Service Delivery) เช่น หน่วยงานบริการประชาชน, งานอนุญาต/ตรวจสอบ, หน่วยงานที่มี KPI บริการชัดเจน เป็นต้น
หรือแม้แต่ลิฟท์บ้าน Cibes Lift โรงงานของเราก็ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 และ ISO 14001:2015 โดย Kiwa และ TÜV รวมถึงผ่านการทดสอบสกรูตั้งแต่ปี 1997 โดย สถาบันเทคโนโลยีแห่งสวีเดน (KTH) เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานว่าเราคุมคุณภาพอย่างจริงจัง ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต ไปจนถึงติดตั้ง เพื่อให้คุณมั่นใจได้ในทุกขั้นตอน
ขั้นตอนการนำ ISO 9001 ไปใช้งานในองค์กร
- Gap Analysis ตรวจจุดอ่อนขององค์กร วิเคราะห์ว่า ณ ตอนนี้องค์กรทำได้ตรงตามข้อกำหนดมากน้อยแค่ไหน ผลลัพธ์ = รายงานว่า “ขาดอะไร” ต้อง “ปรับอะไร”
- ออกแบบ QMS ให้เป็นขององค์กรเอง ต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละธุรกิจ เช่น
- โรงงานต้องเน้น Production Control
- บริษัทบริการเน้น Customer Interaction
- บริษัท tech เน้น Change Control และ Data Management
- จัดทำเอกสารคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วย การทำ Procedure, Work Instruction, Form, Policy, Risk Register และ Audit Plan
- อบรมบุคลากรให้ทุกคนรู้บทบาทของตนเอง เช่น พนักงาน QC ต้องรู้วิธีเก็บข้อมูล ฝ่ายขายต้องเข้าใจการจัดการข้อร้องเรียน หรือ ผู้บริหารต้องเข้าใจ Risk-based thinking
- นำระบบไปใช้จริง เน้นการปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เอกสาร
- ดำเนินการทำ Internal Audit ทีมภายในตรวจสอบคุณภาพ ตรวจความสอดคล้องของระบบ
- ทำ Management Review ผู้บริหารประเมินความเหมาะสมของระบบปีละครั้ง
- ดำเนินการทำ External Audit โดยให้สถาบันที่เกี่ยวข้องมาตรวจ เช่น BSI, SGS, TUV SUD, Intertek ฯลฯ ซึ่งผ่านแล้วจะได้รับใบรับรอง ISO 9001:2015
เอกสารสำคัญที่ต้องมีเพื่อยื่นขอ ISO 9001:2015
แม้ ISO 9001:2015 จะยืดหยุ่นด้านเอกสาร แต่เอกสารต่อไปนี้ถือว่าสากลและจำเป็น
- Quality Manual (อาจไม่บังคับ แต่ควรมี) สรุปภาพรวมโครงสร้างระบบ
- Quality Policy ประกาศนโยบายคุณภาพของบริษัท
- Risk & Opportunity Register
- Competency Records
- Supplier Evaluation Form
- Control of Document & Records Procedure
- Internal Audit Plan + Audit Report
- Corrective Actions (CAPA)
- Management Review Minutes
- Production/Service Procedure ชุดเต็ม
ความแตกต่าง ISO 9001:2008 vs ISO 9001:2015
- เพิ่มแนวคิด Risk-based Thinking เป็นหัวใจใหม่ของเวอร์ชัน 2015
- เน้น Leadership มากขึ้น ผู้บริหารต้องมีบทบาทจริง
- ไม่บังคับรูปแบบเอกสาร องค์กรออกแบบเองได้
- เน้น Context of Organization และ Stakeholder Analysis
- โครงสร้าง High-Level Structure (HLS) เข้ากันได้กับมาตรฐานอื่น เช่น ISO 14001, ISO 45001
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ISO 9001:2015
1.ทำ ISO 9001 ต้องใช้งบประมาณประมาณเท่าไหร่
งบประมาณมักอยู่ในช่วงตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน ขึ้นกับ Scope และขนาดองค์กร ทั้งนี้ทั้งนั้นโดยทั่วไปงบจะขึ้นกับ ขนาดองค์กร, จำนวนสาขา/หน่วยงาน, และ ขอบเขตที่ขอรับรอง ค่าใช้จ่ายมักประกอบด้วย ค่าเตรียมระบบ/ที่ปรึกษา, ค่าอบรม, ค่าตรวจรับรองและค่ารักษาใบรับรองรายปีของหน่วยรับรอง/CB ซึ่งแนะนำให้ประเมินตามขนาดองค์กรและ Scope ก่อนเพื่อให้ได้งบที่แม่น
2.ปกติต้องใช้เวลากี่เดือนถึงจะได้ใบรับรอง ISO 9001
โดยทั่วไป 3–6 เดือน สำหรับองค์กรที่มีระบบงานพื้นฐานอยู่แล้ว แต่หากเริ่มจากศูนย์หรือมีหลายหน่วยงาน หลายสาขาอาจกินเวลาถึง 6–9 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับขอบเขต, ความซับซ้อนของกระบวนการ และความพร้อมด้านเอกสารโดยเฉพาะหลักฐานการปฏิบัติงานจริง
3.บริษัทเล็ก/ทีมไม่กี่คน ทำ ISO 9001 ได้จริงไหม
ทำได้ แม้บริษัท 5–10 คน ก็ทำได้ เพราะ ISO ไม่ได้บังคับให้มีเอกสารเยอะ แต่เน้นให้มีระบบที่ “พอดีกับงานจริง” เงื่อนไขสำคัญคือมีคนรับผิดชอบระบบอย่างน้อย 1 คน และทุกคนช่วยกันทำตามกระบวนการเดียวกัน จุดสำคัญคือทำให้ เรียบง่าย ไม่สร้างเอกสารเกินจำเป็น
4.ได้ใบแล้วต้องตรวจซ้ำทุกปีไหม และใบรับรองอายุเท่าไหร่
โดยทั่วไปจะมีการตรวจติดตาม ปีละครั้ง (Surveillance Audit) เพื่อดูว่าระบบยังทำงานจริง และใบรับรองมีอายุ 3 ปี จากนั้นจะมีการตรวจ ต่ออายุ (Recertification) เมื่อครบรอบ 3 ปี สรุปคือไม่ใช่ตรวจครั้งเดียวจบ แต่เป็นการรักษามาตรฐานให้ต่อเนื่องในระยะยาว
5.ทำไมจึงต้องออก ISO 9001 เวอร์ชันใหม่
เพราะตั้งแต่การปรับครั้งใหญ่ครั้งก่อนในปี 2000 สภาพธุรกิจและความคาดหวังของตลาดเปลี่ยนไปมาก เช่น ลูกค้าต้องการมาตรฐานที่สูงขึ้น, มี เทคโนโลยีใหม่ ๆ, ซัพพลายเชนซับซ้อนขึ้น, และองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืน มากขึ้น จึงต้องปรับมาตรฐานให้ทันกับโลกธุรกิจปัจจุบัน.
6.ISO 9001:2008 กับ ISO 9001:2015 ต่างกันอย่างไร
- โครงสร้างมาตรฐานเปลี่ยนเป็น “High Level Structure (Annex SL)” ทำให้จัดหัวข้อคล้ายมาตรฐาน ISO อื่น ๆ และเอาไปทำร่วมกันได้ง่ายขึ้น
- เพิ่มข้อกำหนดเรื่อง คิดแบบบริหารความเสี่ยง (Risk-based thinking) เพื่อช่วยให้การทำงานแบบกระบวนการ (process approach) ใช้ได้จริงและลดปัญหาซ้ำ ๆ
- ข้อกำหนดเชิงบังคับรายละเอียดลดลง (ไม่กำหนดวิธีทำตายตัวเหมือนเดิม)
- ยืดหยุ่นเรื่องเอกสารมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารตามรายการเดิมทุกอย่าง ขอให้ “ควบคุมงานได้จริง” และมีหลักฐานที่เหมาะสม
- เหมาะกับธุรกิจบริการมากขึ้น ไม่ได้โฟกัสแบบโรงงานเป็นหลักเหมือนภาพเดิม ๆ
- ต้อง กำหนดขอบเขตระบบคุณภาพ (ขอบเขต QMS) ให้ชัด ว่าครอบคลุมงาน/สาขา/บริการไหนบ้าง
- เน้นมากขึ้นเรื่อง บริบทขององค์กร (องค์กรคือใคร เจอปัจจัยอะไร ลูกค้าคาดหวังอะไร) ก่อนออกแบบระบบ
- เพิ่มความคาดหวังเรื่อง บทบาทผู้นำ (Leadership) ให้ผู้บริหารมีส่วนร่วมจริง ไม่ใช่โยนให้ตัวแทนฝ่ายบริหาร อย่างเดียว
- โฟกัสหนักขึ้นที่ ผลลัพธ์ของกระบวนการ เพื่อให้ส่งมอบได้ตามเป้าหมายและ เพิ่มความพึงพอใจลูกค้า
สุดท้ายนี้ ISO 9001:2015 ก็คือ ระบบที่ช่วยให้องค์กรทำงานเป็นมาตรฐาน ลดความผิดพลาด และทำให้คุณภาพสินค้าบริการ สม่ำเสมอ จนลูกค้าและคู่ค้า มั่นใจ มากขึ้น สำหรับ Cibes Lift เรานำแนวคิดนี้มาใช้จริงในการควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต ไปจนถึงติดตั้ง เพื่อให้คุณมั่นใจในทุกขั้นตอน
หากคุณสนใจลิฟท์บ้าน สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท ซีเบส ลิฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด
Showroom ลิฟท์ที่กรุงเทพฯ
2113, 1 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10310
Showroom ลิฟท์ที่เชียงใหม่
123/6 หมู่ 15 ถนนชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
Showroom ลิฟท์ที่ภูเก็ต
20/82 (Park plaza D) หมู่ 2 ถนนเทพกระษัตรี ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลิฟท์บ้านระบบสกรูของเรา สามารถติดต่อเราได้ที่ https://www.cibeslift.co.th/homelift-form เพื่อรับการติดต่อกลับพร้อมนำเสนอราคา













